วันพุธที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2552

Happy New Years 2010

Happy New Year Wish

My Happy New Year wish for you
Is for your best year yet,
A year where life is peaceful,
And what you want, you get.

A year in which you cherish
The past year’s memories,
And live your life each new day,
Full of bright expectancies.

I wish for you a holiday
With happiness galore;
And when it’s done, I wish you
Happy New Year, and many more.


--

อภิรดี อุดมศักดิ์
สมัครสมาชิกกิฟฟารีน
แจ้งรหัสผู้แนะนำของคุณคือ
รหัสสมาชิกกิฟฟารีน 39144376
Silver Star
กิฟฟารีนออนไลน์ เราทำธุรกิจด้วยมิตรภาพ
http://giffarinemiracleyoucando.blogspot.com/
หรือ email : apiradee.udom@gmail.com
หรือ โทร 08-7110-3192

วันอังคารที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2552

อาหารผู้ป่วยไขมันในเลือดสูง

ไขมันในเลือดประกอบด้วย

 
โคเลสเตอรอล
 
ไตรกลีเซอร์ไรด์
 
เอ็ช ดี แอล โคเลสเตอรอล

ไขมันชนิดที่ไม่ดีก่อให้เกิดโรค คือ

 
โคเลสเตอรอล
 
ไตรกลีเซอร์ไรด์

ไขมันชนิดที่ดีต่อต้านการเกิดโรค คือ

 
เอ็ช ดี แอล โคเลสเตอรอล

โรคแทรกซ้อนของระดับไขมันในเลือดสูง

 
1.
โรคหัวใจขาดเลือด ทำให้มีอาการแน่นหน้าอก เวลาออกกำลังกาย
 
2.
อัมพาต แขนขาไม่มีแรงไปข้างใดข้างหนึ่ง เวียนศีรษะ บ้านหมุน
 
3.
เส้นเลือดไปเลี้ยงบริเวณขาไม่พอ ทำให้เวลาเดินแล้วปวดน่อง
 
4.
ตับอ่อนอักเสบ (ภาวะไตรกลีเซอร์ไรด์สูง)

ระดับไขมันที่พึงประสงค์

ระดับไขมันที่ดี ที่ก่อให้เกิดโรคหัวใจได้น้อย คือ

 
ระดับโคเลสเตอรอลต่ำกว่า 200 มก./ดล.
 
ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ต่ำกว่า 200 มก./ดล.
 
ระดับเอ็ช ดี แอล โคเลสเตอรอล สูงกว่า 50 มก./ดล.
 
อัตราส่วนโคเลสเตอรอล : เอ็ช ดี แอล ต่ำกว่า 4

วิธีควบคุมอาหาร

 
1.
ลดจำนวนโคเลสเตอรอลในอาหาร ควรลดหรืองดอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง ได้แก่ ไข่แดง หอยนางรม สมองหมู ปลาหมึก กุ้ง และเครื่องในสัตว์ โดยดูปริมาณโคเลสเตอรอลในอาหาร

ปริมาณโคเลสเตอรอลในอาหารต่าง ๆ เป็นมิลลิกรัม/ปริมาณอาหาร 100 กรัม
  
มิลลิกรัม
  
มิลลิกรัม
ไข่ไข่ไก่ทั้งฟอง
427
อาหารทะเลหอยนางรม
231
เครื่องในตับไก่
336
 หอยแครง
195
  ตับหมู
364
 หอยแมลงภู่
148
  ตับวัว
218
 กุ้งแชบ๊วย
192
  ไตหมู
235
 กุ้งกุลาดำ
175
  หัวใจหมู
133
 กุ้งนาง
138
  หัวใจวัว
165
 มันกุ้งนาง
138
  หัวใจไก่
157
 มันปูทะเล
361
  ไส้ตันหมู
140
 ปูม้า
90
เนื้อสัตว์ เนื้อวัว
65
 ปูทะเล
87
 เนื้อไก่
70
 ปลาหมึกกระดองหัว
405
 น่องไก่
100
 ปลาหมึกกระดองเนื้อ
322
 เนื้อเป็ด
82
 ปลาหมึกกล้วยหัว
321
 เนื้อห่านพะโล้
121
 ปลาหมึกกล้วยเนื้อ
251
 เนื้อกบ
47
เนย เนยเหลว
186
  ปลาดุก
94
 เนยแข็ง
33
  ปลาช่อน
44
  
 ปลากราย
77
  
 ปลากระบอก
64
  
  ปลาทู
76
  

  ควรงดอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูงมาก เช่นเกิน 100 มก./100 กรัม ในขณะเดียวกันอาหารที่มีโคเลสเตอรอลไม่สูงมากนัก แต่รับประทานจำนวนมาก จะทำให้โคเลสเตอรอลในอาหารต่อวันสูงเกินไป เช่น เนื้อวัว 3 ขีด มีโคเลสเตอรอลทั้งหมด 185 มก. ดังนั้นผู้ที่มีระดับไขมันสูง ควรลดปริมาณเนื้อสัตว์ในอาหารลงด้วย เพื่อลดปริมาณโคเลสเตอรอลในอาหาร โดยผู้ป่วยสามารถคำนวณปริมาณโคเลสเตอรอลในอาหารได้เอง ให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 300 มก./วัน ในขั้นที่ 1 และ 200 มก./วัน ในขั้นที่ 2
   
 
2.
ลดไขมันจากสัตว์ ได้แก่ มันสัตว์ เช่น หมูสามชั้น ข้าวมันไก่ ข้าวขาหมู เป็นต้น ถ้าจะรับประทาน หมู เนื้อ ควรเลาะมันออกให้หมด ถ้ารับประทานไก่ควรเอาหนังออกให้หมด
 
3.
การรับประทานเนื้อสัตว์นั้น ถึงแม้ว่าจะเลาะหนัง และมันออกแล้วยังมีมันปนอยู่ในเนื้อสัตว์จำนวนมากน้อยต่างกัน ควรพิจารณาเลือกเนื้อสัตว์นั้นด้วย

 
ปริมาณไขมัน
เนื้อวัว เนื้อหม
7.9-13.2%
เนื้อไก่
5-7.4%
ปลานึ่ง เนื้อขาว
ต่ำกว่า 5%
ปลาทะเล
5-17%

 
4.
ดังนั้นจึงแนะนำให้รับประทาน เนื้อไก่ไม่ติดมันมากกว่าเนื้อวัว หรือเนื้อหมู ส่วนปลามีมากน้อยต่างกัน ปลาเนื้อขาวมีไขมันต่ำกว่า 5%
 
5.
งดอาหารจำพวกกะทิ เนื่องจากเป็นกรดไขมันอิ่มตัว
 
6.
เลือกใช้น้ำมันที่ถูกต้อง ควรใช้น้ำมันพืชที่ไม่ใช่น้ำมันมะพร้าว หรือน้ำมันปาล์ม
 
7.
อาหารบางอย่างที่มีโคเลสเตอรอลต่ำ หรือไม่สูงมาก แต่มีปริมาณไขมันจำนวนมาก ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นโคเลสเตอรอลในร่างกาย เช่น ถั่ว หนังเปิด เนย เป็นต้น มีไขมันถึง 60-70% ควรหลีกเลี่ยงเช่นกัน

 
ไขมัน
โคเลสเตอรอล
หนังไก่
32.4
109
เนยเทียม
80.6
0
เนยแข็ง
94
33
ถั่วลิสง
71
0
นม
3.3
14

 
8.
ไขมันจากปลาทะเล สามารถลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ได้ ทำให้เกล็ดเลือดจับตัวน้อยลง และเส้นเลือดบีบตัวน้อยลง แต่มีผลต่อโคเลสเตอรอล และเอ็ช ดี แอล โคเลสเตอรอลไม่ชัดเจน
 
9.
อาหารที่มีไฟเบอร์ (เส้นใยอาหาร) สูง จะช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล โดยจับกับน้ำดีที่มีโคเลสเตอรอลสูง ทำให้การดูดซึมลดลง อาหารที่มีไฟเบอร์สูง ได้แก่

แบ่งอาหารตามปริมาณไฟเบอร์ในอาหาร

ไฟเบอร์สูง
(มากกว่า 3 กรัม/อาหาร 100 กรัม)
แอปเปิ้ล แพร์
ฝรั่ง ถั่วเขียว
ข้าวโพดอ่อน แครอท
ถั่วแระ อาหารซีรีล ชนิดแบรน
ถั่วฝักยาวเม็ดแมงลัก
ไฟเบอร์ปานกลาง
(1-3 กรัม/อาหาร 100 กรัม)
ขนมปังโฮลวีที สปาเกตตี
มะกะโรนี ข้างแดง (ซ้อมมือ)
กะหล่ำปลีข้าวโพดต้ม
พุทราน้อยหน่า
ตะขบ 

ควรควบคุมปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิดโรคหัวใจ เส้นเลือดแข็งตัวง่าย ได้แก่

 
1.
สูบบุหรี่
 
2.
ความดันโลหิตสูง
 
3.
เบาหวาน
 
4.
ความเครียด

นอกจากนี้ ควรออกกำลังกายพอประมาณ เพื่อลดระดับโคเลสเตอรอล และเพิ่มระดับ เอ็ช ดี แอล โคเลสเตอรอล


แหล่งข้อมูล : www.Bangkokhealth.com


--
สนใจสมัครสมาชิกติดต่อได้ที่

ผู้แนะนำธุรกิจ

อภิรดี อุดมศักดิ์

รหัสสมาชิกกิฟฟารีน 39144376

Silver Star

กิฟฟารีนออนไลน์ เราทำธุรกิจด้วยมิตรภาพ

สมัครสมาชิกบ้านยูแคนดู http://giffarinemiracleyoucando.blogspot.com/

หรือ email : apiradee.udom@gmail.com

หรือ โทร 08-7110-3192

ไตรกลีเซอไรด์สูงกับคอเลสเทอรอลสูง อะไรร้ายกว่ากัน

ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) และคอเลสเทอรอลเป็นไขมัน 2 ชนิด ที่มาจากอาหาร และจากการที่ร่างกายของเราสร้างขึ้น คนส่วนใหญ่รู้ว่าระดับคอเลสเทอรอลในเลือดสูง เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจ หารู้ไม่ว่าไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ร้ายแรงมากเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีระดับเอชดีแอลคอเลสรอลในเลือดต่ำ

สาเหตุที่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูง

ไตรกลีเซอไรด์สูงพบได้บ่อยในคนที่มีคอเลสเทอรอลสูง โรคหัวใจ อ้วน และเบาหวาน โดยปกติระดับไตรกลีเซอไรด์จะเพิ่มขึ้น หลังจากการรับประทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไตรกลีเซอไรด์ที่มาจากอาหารพบได้ทั่วไป เช่น เนย มาร์การีน น้ำมันพืช กะทิ และไขมันสัตว์ ถ้าเรารับประทานอาหารมากเกินไป ไม่ว่าในรูปโปรตีน คาร์โบไฮเดรตหรือไขมัน พลังงานส่วนที่เหลือ จะถูกเปลี่ยนเป็นไตรกลีเซอไรด์ ตับจะสร้างไตรกลีเซอไรด์ส่วนหนึ่ง จากอาหารคาร์โบไฮเดรตส่วนเกิน กลายเป็นไขมันสะสมในร่างกายไว้ใช้ยามขาดแคลนพลังงาน เพราะไตรกลีเซอไรด์ไม่ละลายน้ำ เมื่อเข้าสู่กระแสเลือดจะต้องอยู่รวมกับโปรตีน ซึ่งเรียกว่า ไลโปโปรตีนเป็นตัวพาเข้าสู่กระแสเลือด เพื่อนำไตรกลีเซอไรด์ไปสู่เซลล์ที่ต้องการ ในการทำงานจะต้องอาศัยเอนไซม์ไลโปโปรตีนไลเพส (Lipoprotein Lipase) ถ้าขาดเอนไซม์ชนิดนี้หรือเอนไซม์ทำงานผิดปกติ จะทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูงได้ ซึ่งพบบ่อยในคนเป็นเบาหวาน โรคพิษสุราเรื้อรัง และโรคไต 

โดยปกติร่างกายควบคุมปริมาณและชนิดของไตรกลีเซอไรด์ได้ แต่เมื่อระดับสูงกว่าปกติ เรียกว่าภาวะไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง อาจเกิดจากการควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี ปัญหาโรคไต ไทรอยด์ต่ำ หรืออาหารที่มีโปรตีนต่ำแต่มีคาร์โบไฮเดรตขัดสีสูง ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มาก หรืออาจเป็นปัญหาจากกรรมพันธุ์ ได้ นอกจากนี้ยาบางชนิด (ทาม็อกซีเฟน สเตียรอยด์ เบตาบล็อกเกอร์ ยาขับปัสสาวะ ฮอร์โมนเอสโทรเจน ยาคุมกำเนิด) การมีรอบเดือน และหลังจากการออกกำลังกายใหม่ๆ จะมีผลต่อระดับไตรกลีเซอไรด์เช่นกัน

ลดไตรกลีเซอไรด์ลดโรคหัวใจ  

การปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต เป็นคีย์ของการลดไตรกลีเซอไรด์ โดยเฉพาะเรื่องอาหาร ส่วนยาลดไตรกลีเซอไรด์ จะใช้ต่อเมื่อเป็นโรคหัวใจแล้ว หรือเมื่อระดับไตรกลีเซอไรด์สูงเกิน 500 มก./ดล. การควบคุมจะเน้นไปที่ปัจจัยเสี่ยงที่ควบคุมได้ดังนี้

 
ถ้าอ้วนต้องลดน้ำหนัก โดยลดพลังงานจากอาหารไม่ว่าโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และแอลกอฮอล์ ถ้าคนอ้วนมีไตรกลีเซอไรด์สูง เป็นสัญญานว่าเบาหวานกำลังคืบคลานมาหาอย่างเงียบๆ นอกเหนือจากความเสี่ยงโรคหลอดเลือด คอเลสเทอรอลสูงแล้ว ปัญหาหลอดเลือดหัวใจก็จะตามมาอีกด้วย
 
ลดอาหารคาร์โบไฮเดรตให้ต่ำกว่า 55 เปอร์เซ็นต์ของพลังงาน เลือกรับประทานแต่คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน หรือประเภทที่มีกากใยอาหาร (ข้าวซ้อมมือ เมล็ดธัญพืชไม่ขัดสี) เลี่ยงน้ำตาล ขนมหวาน น้ำอัดลม และผลไม้ที่หวานจัด รวมทั้งน้ำผลไม้ น้ำเชื่อมที่ทำจากข้าวโพดซึ่งมีปริมาณฟรุคโตสสูง อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตขัดสีสูงๆ โดยเฉพาะน้ำตาลจะทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์พุ่งกระฉูดได้ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรลืมคือ ไม่ว่าจะเป็นคาร์โบไฮเดรตชนิดใดก็ตาม ถ้ากินมากเกิน ควรจะไปเพิ่มระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดได้ทั้งนั้น
 
ลดอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว ไขมันทรานซ์ และคอเลสเทอรอล
 
สำหรับผู้ที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง ให้บริโภคไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว และไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง แทนไขมันอิ่มตัว ขณะเดียวกันต้องไม่ลืมจำกัดแคลอรีรวมของอาหาร ไม่ควรเพิ่มคาร์โบไฮเดรตและลดไขมัน เพราะจะทำให้ไตรกลีเซอไรด์สูงขึ้นไปอีก และลดเอชดีแอลคอเลสเทอรอลได้ในบางคน
 
หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แม้ว่าการดื่มปานกลาง (ผู้หญิงวันละ 1 ดริ้งค์ ผู้ชายวันละ 2 ดริ้งค์) จะช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจในบางคน แต่สำหรับคนอื่นๆ ปริมาณเพียงเล็กน้อย ก็อาจกระตุ้นไตรกลีเซอไรด์ในเลือดให้สูงขึ้นได้
 
บริโภคปลาที่มีกรดไขมันโอเมก้า 3 หรือน้ำมันปลาแทนเนื้อสัตว์ใหญ่ ที่มีไขมันอิ่มตัวสูง น้ำมันปลาเป็นไขมันสัตว์ชนิดเดียว ที่ช่วยลดไตรกลีเซอไรด์ ข้อมูลการวิจัยมากมายที่แสดงให้เห็นว่ากรดโอเมก้า 3 ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ได้ แต่ปริมาณที่ต้องการนั้น มากกว่าที่จะได้การกินปลา สมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา จึงแนะนำการเสริมน้ำมันปลาวันละ 2–4 กรัมในคนที่มีไตรกลีเซอไรด์สูง โดยอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์
 
ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที ช่วยลดระดับไตรกลีเซอไรด์ได้ หากทำทุกอย่างแล้วยังไม่ได้ผล แพทย์อาจสั่งยาลดไขมันไตรกลีเซอไรด์หรือไนอะซิน ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าว

แหล่งข้อมูล นิตยสาร Health & Cuisine


--
สนใจสมัครสมาชิกติดต่อได้ที่

ผู้แนะนำธุรกิจ

อภิรดี อุดมศักดิ์

รหัสสมาชิกกิฟฟารีน 39144376

Silver Star

กิฟฟารีนออนไลน์ เราทำธุรกิจด้วยมิตรภาพ

สมัครสมาชิกบ้านยูแคนดู http://giffarinemiracleyoucando.blogspot.com/

หรือ email : apiradee.udom@gmail.com

หรือ โทร 08-7110-3192

กรดไขมัน ในอาหารมีผลต่อระดับโคเลสเตอรอลในเลือด

กรดไขมันในอาหารมีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือด มีการศึกษาวิจัยจำนวนมาก ในเรื่องผลของกรดไขมันในอาหาร ต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ปัจจุบันพบเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า กรดไขมันอิ่มตัวในอาหาร จะเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลรวมในเลือด และเพิ่มระดับ LDL cholesterol ซึ่งถือว่าเป็น bad cholesterol ในขณะที่การเพิ่มกรดไขมันไม่อิ่มตัวชนิด polyunsaturated fatty acids (PUFA) ในอาหาร สามารถลดระดับของคอเลสเตอรอลรวมในเลือด และยังลดระดับของ LDL cholesterol ได้อีกด้วย ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องของกรดไขมัน จึงเป็นประโยชน์ในการพิจารณาบริโภคอาหาร เพื่อลดความเสี่ยง และช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบตันได้เป็นอย่างดี 

กรดไขมันเป็นการเรียงตัวของธาตุคาร์บ่อน โดยที่ปลายด้านหนึ่งเป็น methyl group อีกด้านหนึ่งเป็น carboxyl group ความยาวของคาร์บอนมีได้หลายตัว หากมีความยาวน้อยกว่า 6 เรียกว่า กรดไขมันสายสั้น หากมีคาร์บอนมากกว่า 12 เรียกว่ากรดไขมันสายยาว กรดไขมันเป็นสารอาหารสำคัญ ของกล้ามเนื้อหัวใจและอวัยวะภายในร่างกาย กรดไขมันส่วนที่เหลือใช้ จะถูกสะสมในรูปไตรกลีเซอไรด์ซึ่งจะสะสมเป็นไขมันในร่างกาย กรดไขมันอิ่มตัว หมายถึง กรดไขมันที่มีธาตุคาร์บอนต่อกันด้วยพันธะเดี่ยวเท่านั้น การรับประทานอาหารไขมันชนิดอิ่มตัว จะทำให้ไขมันในเลือดสูง และเป็นปัจจัยเสี่ยงของโรคหลอดเลือดตีบ แหล่งอาหารของไขมันอิ่มตัวได้แก่ น้ำมันปาล์ม กะทิ เนย นม เนื้อแดง ช้อกโกแลต 

กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว เรียกว่า monounsaturated fatty acid (MUFA) เป็นกรดไขมันที่มีธาตุคาร์บอนต่อกันด้วยพันธะคู่เพียงหนึ่งตำแหน่ง การรับประทานอาหารไขมันประเภทนี้ ทดแทนไขมันอิ่มตัวจะช่วยลดระดับ LDL Cholesterol ซึ่งเป็นไขมันที่ไม่ดีก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบ อาหารที่มีกรดไขมันชนิด MUFA ได้แก่ อะโวคาโด ถั่ว น้ำมันมะกอก ส่วนกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน เรียกว่า polyunsaturated fatty acid (PUFA) หมายถึง กรดไขมันที่มีธาตุคาร์บอนต่อกันด้วยพันธะคู่อยู่หลายตำแหน่ง หากรับประทานแทนไขมันอิ่มตัว จะไม่เพิ่มระดับไขมันในร่างกาย อาหารที่มีไขมันชนิด PUFA ได้แก่ น้ำมันพืชทั้งหลาย เช่น น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน น้ำมันถั่วเหลือง 

อาหารประเภทไขมันมีส่วนสำคัญ ที่ทำให้เกิดหลอดเลือดแข็ง ขาดความยืดหยุ่น อันจะนำไปสู่ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตัน มีผลทำให้เกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายอาหารการกินที่พึงระวัง และปฏิบัติตามมีดังต่อไปนี้ ประเภทอาหารเนื้อสัตว์ ควรรับประทานปลาทุกชนิด เนื้อสัตว์ที่ควรรับประทานแต่น้อย ได้แก่ เนื้อวัว ลิ้นวัว ไข่เป็ด ไข่ไก่ หรือเนื้อไก่ และชนิดที่ไม่ควรรับประทาน ได้แก่ หมูติดมัน ไส้กรอกแฮม ห่าน เป็ด ไก่ เครื่องใน เช่น สมอง และตับ 

อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ควรรับประทาน ข้าวสาร ข้าวโพด ข้าวเหนียว ก๋วยเตี๋ยว มักกะโรนี สปาเกตตี้ ขนมปัง อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต ที่อาจรับประทานแต่น้อย ได้แก่ บะหมี่ แคร็กเก้อร์ ข้าวโพดคั่ว ประเภทถั่วและนม ควรรับประทาน ถั่วเขียว ถั่วดำ เต้าหูขาว เต้าหูเหลือง ถั่วฝักยาว ถั่วพู ถั่วลันเตา นมถั่วเหลือง ลูกเดือย อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่ควรรับประทานแต่น้อย ได้แก่ ถั่วเหลือง ถั่วลิสงต้ม นมวัว และนมแพะ อาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ควรรับประทาน ได้แก่ ถั่วลิสงคั่ว และมะม่วงหิมพานต์ ส่วนอาหารประเภทไขมัน รับประทานแต่น้อย ได้แก่ น้ำมันพืช น้ำมันรา นมถั่วเหลือง ไม่ควรรับประทาน ได้แก่ น้ำมันหมู ไขมันสัตว์ น้ำกะทิ และเนยสด สำหรับพวกผักผลไม้ มีไขมันน้อยกว่าร้อยละหนึ่ง จึงรับประทานมากๆ ได้แต่ต้องระวังผลไม้ที่มีรสหวานจัด ส่วนวิธีการปรุงอาหาร สมควรที่จะเปลี่ยนเป็น อบ ย่าง หรือ นึ่ง เพื่อลดปริมาณของไขมันที่จะบริโภค 

การรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ เป็นรากฐานสำคัญของการป้องกัน และรักษาภาวะคอเลสเตอรอลสูงในเลือด ดังนั้น ทุกท่านควรเข้าใจถึง แนวทางในการบริโภคอาหารที่ถูกต้อง เพื่อควบคุมระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และต้องมีความตั้งใจจริงที่จะปฏิบัติให้ได้ในชีวิตประจำวัน เพื่อสุขภาพที่แข็งแรง หลีกเลี่ยงโรคร้ายต่างๆ ซึ่งมีภาวะคอเลสเตอรอลสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญ เช่น โรคหลอดเลือดแดงแข็ง โรคหัวใจขาดเลือด หลักการบริโภคอาหารที่สำคัญ เพื่อป้องกัน และลดระดับคอเลสเตอรอลสูงในเลือด ประการแรกคือ รับประทานคอเลสเตอรอล ไม่เกินวันละ 300 มิลลิกรัม คอเลสเตอรอลมีเฉพาะในอาหารที่มาจากสัตว์เท่านั้น มีมากในอาหารบางชนิด เช่น ไข่แดง เครื่องในสัตว์ มันสัตว์ สัตว์น้ำบางชนิด จึงควรหลีกเลี่ยงรับประทานอาหารเหล่านี้ ในปริมาณมาก รับประทานอาหารในแต่ละวัน ซึ่งให้พลังงานรวมแล้วเพียงพอ ต่อการรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยผู้ใหญ่ควรมีดัชนีความหนาของร่างกายประมาณ 20-25 กิโลกรัม/ตารางเมตร โดยคำนวณจากน้ำหนักตัว หน่วยเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงหน่วยเป็นเมตร ยกกำลังสอง 

หลีกเลี่ยงรับประทานอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น กะทิ ไขมันจากสัตว์ หนังสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีมันติดมากๆ เช่น หมูสามชั้น เพราะกรดไขมันอิ่มตัวส่วนใหญ่ ทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น การรับประทานอาหารที่ให้กรดไขมันไลโนเลอิก (linoleic acid) โดยสม่ำเสมอ ซึ่งพบได้ประมาณร้อยละ 50 ในน้ำมันพืชบางชนิด เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด การรับประทานอาหารที่มีกรดไขมันไลโนเลอิกประมาณร้อยละ 7-10 ของพลังงานที่ได้รับ เช่น วันหนึ่งต้องการพลังงาน 2000 กิโลแคลอรี่ ควรได้กรดไลโนเลอิกประมาณ 16-22 กรัม ซึ่งได้จากน้ำมันถั่วเหลืองประมาณ 2-3 ช้อนโต๊ะ จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือดได้ เพราะมีการเปลี่ยนคอเลสเตอรอลที่ตับเพิ่มขึ้น


แหล่งข้อมูล : www.Bangkokhealth.com

--
สนใจสมัครสมาชิกติดต่อได้ที่

ผู้แนะนำธุรกิจ

อภิรดี อุดมศักดิ์

รหัสสมาชิกกิฟฟารีน 39144376

Silver Star

กิฟฟารีนออนไลน์ เราทำธุรกิจด้วยมิตรภาพ

สมัครสมาชิกบ้านยูแคนดู http://giffarinemiracleyoucando.blogspot.com/

หรือ email : apiradee.udom@gmail.com

หรือ โทร 08-7110-3192


ไตรลีเซอไรด์ในเลือดสูง

ไตรกลีเซอไรด์ คือ สารอาหารประเภทไขมัน ที่ได้จากอาหารที่เรารับประทานเข้าไป และจากการสร้างขึ้นเองในร่างกาย โดยตับและลำไส้เล็ก เป็นตัวสร้างไตรกลีเซอไรด์ 1 กรัม ให้พลังงาน 9 แคลลรี่ ไตรกลีเซอไรด์ละลายอยู่ในเลือดได ้โดยรวมตัวกับโปรตีน ดูดซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย บางส่วนถูกสะสมไว้ที่เนื้อเยื่อไขมัน

ไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือดมีอันตรายหรือไม่

ปัญหาและอันตราย จากโรคไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือด ทำให้

 
1.
หลอดเลือดแดงแข็งตัว ถ้าเกิดที่หัวใจทำให้เป็นโรคหัวใจขาดเลือด ถ้าเกิดที่สมองทำให้เป็นอัมพาต
 
2.
ทำให้เกิดอาการร่วมคือ ปวดท้อง ตับโต ม้ามโต และทำให้ระบบประสาททำงานผิดปกติ ปวดข้อ


สาเหตของการเกิดไตรกลีเซอไรด์สูง

 
1.
กินอาหารไม่ถูกส่วน โดยเฉพาะกินอาหารที่มีไขมันมาก กินน้ำตาลทราย หรือขนมหวานเป็นปริมาณมากเกินไป
 
2.
เกิดจากโรคภัยต่างๆ ที่ทำให้เกิดความผิดปกติ ของระดับไขมันในร่างกาย ได้แก่ โรคเบาหวาน โรคไต การดื่มเหล้าเป็นประจำ และขาดการออกกำลังกาย
 
3.
เกิดจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมระดับไลโปโปรตีน เช่น ร่างกายขาดเอนไซด์ ที่จะย่อยไตรกลีเซอไรด์

ทราบได้อย่างไรว่าจะเป็นโรคไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือดหรือไม่ 
โดยทำการเจาะเลือดตรวจวัดปริมาณไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ได้ที่โรงพยาบาลทุกแห่ง

การตรวจ

 
1.
งดอาหารทุกชนิด ก่อนเจาะเลือดอย่างน้อย 12 ช.ม.
 
2.
ในคนปกติจะมีระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ไม่เกิน 150 มิลลิกรัม ต่อเลือด 100 มิลลิลิตร

แหล่งอาหารที่ทำให้ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง

 
1.
อาหารทุกชนิดที่มีปริมาณไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันสัตว์
 
2.
น้ำตาล อาหารรสหวานจัด ขนมหวานทุกชนิด เนื่องจากร่างกายสามารถ นำไปสร้างเป็นไตรกลีเซอไรด์

การป้องกันและบำบัดรักษา

 
1.
ลดปริมาณอาหารไขมัน ที่รับประทานให้น้อยลง โดยโดยเฉพาะไขมันจากสัตว์
 
2.
ลดปริมาณการกินข้าว แป้ง น้ำตาลทราย หรือขนมของหวานต่าง ๆ ให้น้อยลง กินในปริมาณที่พอควร แก่ความต้องการของร่างกายเท่านั้น
 
3.
ควรลดน้ำหนักตัวในรายที่อ้วนมากเกินไป
 
4.
หมั่นออกกำลังกายทุกวันอย่างสม่ำเสมอ
 
5.
งดดื่มเหล้า เนื่องจากเหล้าจะกระตุ้น ให้มีการสร้างไตรกลีเซอไรด์มากขึ้น
 
6.
แพทย์จะให้ยาลดไตรกลีเซอไรด์ รับประทานในรายที่จำเป็น ควบคู่กับการปฏิบัติตัวที่ถูกต้อง

แหล่งข้อมูล : web.ku.ac.th

--
สนใจสมัครสมาชิกติดต่อได้ที่

ผู้แนะนำธุรกิจ

อภิรดี อุดมศักดิ์

รหัสสมาชิกกิฟฟารีน 39144376

Silver Star

กิฟฟารีนออนไลน์ เราทำธุรกิจด้วยมิตรภาพ

สมัครสมาชิกบ้านยูแคนดู http://giffarinemiracleyoucando.blogspot.com/

หรือ email : apiradee.udom@gmail.com

หรือ โทร 08-7110-3192

Cholesterol คลอเรสเตอรอล ไขมันในเลือดสูง


Cholesterol คลอเรสเตอรอล ไขมันในเลือดสูง

ภาวะไขมันในเลือดสูง :

เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดตีบตัน เราสามารถควบคุมและป้องกันไม่ให้เกิดโรคนี้ได้ การเริ่มป้องกันหรือรักษาตั้งแต่อายุประมาณ 35-40 ปี จะช่วยลดการเกิดโรคหัวใจและโรคอัมพาตได้อย่างมาก

การปฏิบัติตนเพื่อลดปริมาณไขมันคลอเรสเตอรอลในเลือด

1. การควบคุมอาหาร
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
อาหารที่มีคลอเรสเตอรอลสูง เช่น ไข่แดง ปลาหมึก กุ้ง และเครื่องในสัตว์
ไขมันจากสัตว์ ได้แก่ มันและหนังสัตว์
กะทิ
อาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันและการทอดเจียว
ขนมหวาน แป้ง ข้าวต่างๆ และเครื่องดื่มประเภทเบียร์จะสะสมเป็นไขมันไตรกลีเซอไรด์

อาหารที่ควรรับประทาน
เนื้อปลา
น้ำมันของปลาทะเล
ผักใบต่างๆ และผลไม้ที่ให้กาก เช่น คะน้า ฝรั่ง ผักกาด ส้ม เม็ดแมงลัก ฯลฯ จะช่วยลดระดับโคเลสเตอรอล เนื่องจากช่วยลดการดูดซึมไขมันสู่ร่างกาย
ดื่มนมพร่องมันเนยแทนนมสด


คำแนะนำสำหรับวิธีปรุงอาหาร

ควรปรุงอาหารด้วยวิธีการนึ่ง ต้ม ยำ อบ ในกรณีที่ปรุงอาหารด้วยน้ำมันและการทอดเจียว ควรเลือกใช้น้ำมันพืช เช่น น้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดทานตะวัน

2. การออกกำลังกาย

การออกกำลังกายช่วยลดปริมาณไขมันในเลือดและเพิ่มระดับ เอ็ช ดี แอล แต่จะต้องเป็นการออกกำลังกายที่สม่ำเสมอ ทำต่อเนื่องครั้งละ 10-30 นาที วันละอย่างน้อย 30 นาที อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง

การออกกำลังกายที่ดีที่สุด

กิจกรรมการออกกำลังกายที่จะเพิ่มสมรรถภาพของปอดและหัวใจ ได้แก่ การเดิน จ๊อกกิ้ง เต้นรำ ขี่จักรยาน ว่ายน้ำ เต้นแอโรบิค รำมวยจีน รำกระบอง



ถ้าท่านมีภาวะไขมันคลอเรสเตอรอลสูง ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีคลอเรสเตอรอลมากกว่า 200 มก./100กรัม ควรรับประทานอาหารที่มีคลอเรสเตอรอลไม่เกิน 300 มก./วัน
สำหรับผู้ที่มีภาวะไขมันปกติ ควรทำการตรวจเลือดและวัดระดับไขมัน อย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง



อาหารในแต่ละชนิด จะมีปริมาณโคเลสเตอรอลแตกต่างกันปริมาณโคเลสเตอรอล (มิลลิกรัม) ต่ออาหาร 100 กรัม

กุนเชียง 150ตับไก่ 685-750
กุ้งเล็ก 125-150เนื้อวัวเนื้อล้วน 60
กุ้งใหญ่ 250-300ไตวัว 400
ไข่ขาว 0กระเพาะวัว 150
ไข่ทั้งฟอง 550ตับวัว 400
ไข่แดง (เป็ด) 1120ลูกวัว 140
ไข่แดง (ไก่) 2000ผ้าขี้ริ้ว 610
ไข่นกกระทา 3640หัวใจวัว 145
ไข่ปลา 7300ปลาแซลมอน 86
ครีม 300ปลาจาระเม็ด 126
นกพิราบ 110ปลาดุก 60
นมสด 24ปลาทูน่า 186
เนยแข็ง 90-113ปลาลิ้นหมา 87
เนยเหลว 250ปลาไหลทะเล 186
มาการีน 0ปลาหมึกเล็ก 384
น้ำมันตับปลา 500ปลาหมึกใหญ่ 1170
เนื้อกระต่าย 60ปลิงทะเล 0
เนื้อแพะ 60เป็ด 70-90
เนื้อแกะล้วน 60ปู 101-164
ตับแกะ 610แมงกะพรุน 24
กระเพาะแกะ 41หอยกาบ 180
เนื้อหมูเนื้อแดง 89หอยแครง 50
เนื้อปนมัน 126หอยนางรม 230-470
น้ำมันหมู 95หอยอื่นๆ 150
ตับหมู 400เบคอน 215
ไตหมู 350สมองสัตว์ต่างๆ 3160
กระเพาะหมู 150ไส้กรอก 100
หัวใจหมู 400แฮม 100
ซี่โครงหมู 110ไอศกรีม 40
เนื้อไก่เนื้อล้วน 60



แหล่งข้อมูล : www.bangkokhealth.com


โปแตสเซียม นั้นสำคัญไฉน เราต้องมาเรียนรู้น่ะค่ะ

มื่อพูดถึงโปแตสเซียมในคนปกติทั่วไป คงจะไม่ต้องกังวลกันมากนักว่าจะขาดหรือได้รับโปแตสเซียมมากเกินไป เพราะโปแตสเซียมจะไม่ได้ถูกนำมาเติมในอาหารชนิดต่างๆ เหมือนกับโซเดียม ซึ่งเติมในรูปสารต่างๆ เช่น เกลือแกง (โซเดียมคลอไรค์) ผูงชูรส (โมโนโซเดียมกลูกาเมต - Monosodiumglutamate, MSG) ผงฟู (โซเดียมไบคาร์บอเนต) เมื่อได้รับมากเกินไปก็จะเป็นภัยต่อสุขภาพได้ 

โปแตสเซียมเป็นเกลือแร่ชนิดหนึ่งที่มีหน้าที่ควบคุมความสมดุลของน้ำในร่างกาย และมีความสำคัญต่อการทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกายเราหลายอย่าง โปแตสเซียมมีความสัมพันธ์กับความดันโลหิตสูงและต่ำ ส่วนโซเดียมมีความสัมพันธ์กับความดันโลหิตสูงอย่างเด่นชัด โดยจะทำให้ภาวะความดันโลหิตสูงเป็นมากขึ้น นำมาซึ่งโรคหัวใจและหลอดเลือด 

โซเดียมกับโปแตสเซียมเป็นคู่ต่างที่ต้องอยู่ด้วยกันเสมอเพื่อสร้างความสมดุลให้กับร่างกาย ใช่แล้วค่ะ ถ้าคุณเคยสังเกตจะเห็นโปแตสเซียมและโซเดียมอยู่ด้วยกันในผงเกลือแร่ ORS ที่ใช้ชงดื่มเวลาท้องเสีย อาเจียน โดยโปแตสเซียมจะอยู่ในรูปโปแตสเซียมคลอไรค์ โซเดียมอยู่ในรูปโซเดียมคลอไรค์ เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะทั้งคู่เป็นสาร electrolyte หรือเกลือแร่ที่ช่วยในการรักษาความสมดุลของน้ำในร่างกาย โปแตสเซียมในรูปเกลือโปแตสเซียมยังช่วยรักษาความเป็นกรดด่างโดยทำหน้าที่เป็นบัฟเฟอร์ (ผ่อนความเป็นกรดเป็นด่าง) ภายในร่างกาย นอกจากนี้โปแตสเซียมมีความสำคัญในการส่งกระแสประสาท และการหดตัวของกล้ามเนื้อ โดยทำงานร่วมกับแคลเซียมและโซเดียม มีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ และทำหน้าที่ในการเผาผลาญสารอาหารคาร์โบไฮเดรตโดยช่วยในการเปลี่ยนกลูโคสให้เป็นไกลโคเจน เพื่อสะสมคาร์โบไฮเดรตไว้ที่เซลล์ อ่านถึงตรงนี้แล้วคุณคงอยากจะรู้ว่าแล้วจะกินอะไรดีจึงจะได้โปแตสเซียม

กินอาหารอะไรจึงจะได้โปแตสเซียม 

เมื่อนึกถึงอาหารที่มีโปแตสเซียมสูง ส่วนใหญ่จะนึกถึงกล้วยแต่เมื่อคิดต่อพลังงาน (แคลอรี) ที่ได้รับ กล้วยจะให้ปริมาณโปแตสเซียมน้อยกว่า เมื่อเทียบกับแคลตาลูป แต่ที่กล้วยได้รับเครดิตมากเพราะกล้วยเป็นผลไม้ที่กินง่าย ไม่ต้องปอกให้ยุ่งยากเหมือนผลไม้อื่น สะดวกในการหาซื้อ 

แล้วเราต้องการโปแตสเซียมมากน้อยแค่ไห 

ในสภาวะการณ์ปกติผู้ใหญ่ที่ร่างกายสมบูรณ์จะสามารถรักษาสมดุลโปแตสเซียมในร่างกายได้ โดยปกติทั่วไปเราจะไม่ค่อยขาดโปแตสเซียม เพราะโปแตสเซียมมีกระจายอยู่ในอาหารเกือบทุกชนิด กลุ่มอาหารที่มีมาก คือ ผลไม้ ผัก รองลงมา คือ นม เนื้อสัตว์ และกลุ่มที่มีบ้าง คือ ข้าว ธัญพืช ร่างกายสามารถดูดซึมโปแตสเซียมไปใช้ประโยชน์ได้ดีถึง 90% ของโปแตสเซียมจากอาหารที่กินเข้าไป ในแต่ละวัยต้องได้รับโปแตสเซียมเท่าไรดูได้จากตารางนี้

อายุ

 

ความต้องการโปแตสเซียม 
( มิลลิกรัม/วัน)

ทารก

 

 

3-5 เดือน

 

350-925

6-11 เดือน

 

425-1,275

เด็ก

 

 

1-3 ปี

 

550-1,650

4-6 ปี

 

775-2,325

7-9 ปี

 

1,000-3,000

วัยรุ่น

 

 

10-19 ปี

 

1,505-4,575

ผู้ใหญ่

 

 

20+ ปี

 

1,950-5,900



ปริมาณโปแตสเซียมที่ร่างกายต้องการ 

จะเห็นว่าในคนผู้ใหญ่แม้ว่าร่างกายจะต้องการโปแตสเซียมมาก แต่โปแตสเซียมก็มีอยู่ในอาหารมากมายหลายประเภทที่เรากินกันในชีวิตประจำวัน อีกทั้งยังดูดซึมไปใช้ได้ดี จึงเป็นไปได้น้อยมากที่ร่างกายจะขาดโปแตสเซียม 

ภาวะการขาดโปแตสเซียม 

ปริมาณโปแตสเซียมในร่างกายสามารถวัดได้จากการตรวจเลือด แต่ก็มีคนบางกลุ่มซึ่งมีน้อยมากที่ขาดโปแตสเซียมได้ ซึ่งต้องมีสาเหตุมาจากการสูญเสียจากสภาวะบางอย่าง เช่น การสูญเสียน้ำจากร่างกาย อาเจียนหรือท้องร่วง เป็นระยะเวลานาน หรือการใช้ยาบางชนิดเป็นประจำ เช่น ยาขับปัสสาวะ สเตียรอยด์ ยาระบาย ทำให้ระดับโปแตสเซียมในเลือดต่ำกว่ามาตรฐาน (Hypokalemia) โดยจะมีอาการอ่อนเพลีย การทำงานของกล้ามเนื้อเสื่อม กล้ามเนื้อไม่มีแรง นอกจากนี้ยังอาจมีสาเหตุมาจากโรคบางชนิดที่เกี่ยวกับต่อมหมวกไต การเพิ่มปริมาณโปแตสเซียมคือเลือกกินอาหารที่มีโปแตสเซียมสูง และหากจำเป็นจริงๆ ด้วยสาเหตุของโรคภัยที่ทำให้ระดับโปแตสเซียมต่ำ แพทย์ก็อาจให้คุณเสริมโปแตสเซียมซึ่งมีทั้งรูปแบบน้ำและแบบเม็ด 

ภาวะการเป็นพิษจากการได้รับโปแตสเซียมมากเกินไป 

ในทางตรงกันข้ามถ้าได้รับโปแตสเซียมมากเกินไปก็จะเกิดภาวะการเป็นพิษขึ้นได้ เช่น ในทารก หรือผู้ที่เป็นโรคหัวใจ ทำให้เกิดระคายเคืองกับระบบทางเดินอาหาร และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีสมรรถภาพของไตทำงานได้ไม่ดีจะมีผลทำให้เกิดโปแตสเซียมในเลือดสูง (Hyperkalemia) เพราะไม่สามารถขับออกจากร่างกายได้ ปริมาณโปแตสเซียมสูงในร่างกายจะทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ หากไม่ได้รับการรักษาอาจทำให้หัวใจหยุดเต้นได้ จึงต้องลดอาหารที่มีปริมาณโปแตสเซียมสูงลง และรักษาที่โรคต้นเหตุ 

จะเห็นว่าแม้โปแตสเซียมจะเป็นสารอาหารที่พูดถึงกันน้อย เพราะเป็นสารอาหารที่ร่างกายได้รับง่าย และสามารถรักษาสมดุลได้เป็นอย่างดี แต่ในกลุ่มโรคบางชนิดที่มีความเกี่ยวพันกับระดับโปแตสเซียมแล้ว ถ้าขาดความสมดุลขึ้นมาก็ทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะที่เป็นอันตรายได้เช่นกัน


ขอบคุณข้อมูลจาก นิตยสาร HealthToday 

--

ผู้แนะนำธุรกิจ

อภิรดี อุดมศักดิ์

รหัสสมาชิกกิฟฟารีน 39144376

Silver Star

กิฟฟารีนออนไลน์ เราทำธุรกิจด้วยมิตรภาพ

สมัครสมาชิกบ้านยูแคนดู http://giffarinemiracleyoucando.blogspot.com/

หรือ email : apiradee.udom@gmail.com

หรือ โทร 08-7110-3192